วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559


แค่เปลี่ยนวิธีคิด...ชีวิตก็เปลี่ยนได้


ที่มาภาพจาก : http://picpost.postjung.com/147662.html

       ในโลกแห่งอุดมคติ ความคิด ประสบการณ์ และความเชื่อที่เรามี มักจะแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และบุคคลที่เราพบปะ ที่จะช่วยขัดเกลา สร้างเสริม หรือเปลี่ยนแปลง ให้เหมาะกับตัวเราเป็นที่สุด
       
       แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะมีคนจำนวนมาก ที่เคยชินกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ อยู่ในกลุ่มคนเดิมๆ ไปเที่ยวสถานที่เดิมๆ กินอาหารเดิมๆ เสมือนหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนข้อมูลให้คิดและทำซ้ำๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ
       
       กระทั่งถึงวันหนึ่งที่เริ่มรู้สึกว่า “ต้องการความเปลี่ยนแปลงในชีวิต” นั่นแหละจึงจะลุกขึ้นมาปรับปรุงวิถีชีวิตของตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ขอแค่รู้จักเปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตคุณก็จะเปลี่ยนไป เหมือนคำกล่าวที่ว่า “เราเป็นในสิ่งที่เราคิด” และ 5 กลยุทธ์ต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณเปลี่ยนวิธีคิดได้อย่างเห็นผล
       
       1. บอกตัวเอง “ฉันจะคิดต่าง..ฉันจะคิดต่าง”
       

       หนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเสียใหม่ คือการบอกตัวเองซ้ำๆว่า “ให้คิดต่างจากเดิม” ซึ่งกลยุทธ์นี้ไม่ใช่ของใหม่ มีมาแต่ครั้งโบราณแล้ว ที่เห็นได้ชัดคือ พิธีกรรมในเกือบทุกศาสนา จะให้ผู้ศรัทธาสวดมนต์หลายรอบ เพื่อวิงวอนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
       
       คุณอาจสวดมนต์ทุกคืนแล้วอธิษฐานให้ตัวเองคิดต่างไปในทางที่สร้างสรรค์กว่าเดิม หรือเมื่อตื่นนอนทุกเช้า จงบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะทำความดี” การบอกตัวเองซ้ำๆเช่นนี้ อาจช่วยให้คุณคิดต่างจากเดิมได้
       
       ที่สำคัญคือ ในแต่ละวัน ควรหาเวลาทบทวนเรื่องราวดีๆ ที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น กำลังใจจากคนรอบข้าง ความสำเร็จในการงาน ฯลฯ เพื่อให้ข้อมูลดีๆเหล่านี้ฝังลึกเข้าไปในจิตสำนึก ซึ่งมันจะช่วยแปรเปลี่ยนการกระทำของคุณไปในทางที่ดีกว่าเดิม
       
       2. กระทำต่างจากเดิม
       
       หากต้องการเปลี่ยนวิธีคิด ก็ต้องลองเปลี่ยนวิธีทำ ถึงแม้มันจะไม่ง่ายนักที่จะเปลี่ยนแนวทางในการทำสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณทำแบบเดิมมานาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
       
       แต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆในชีวิต อาจช่วยได้ ด้วยการหากิจกรรมใหม่ๆที่คุณเคยคิดอยากทำ เช่น ไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ ซึ่งปกติคุณไม่ค่อยได้ไป ไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม ไปเป็นอาสาสมัคร หรือเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมทางศาสนา เป็นต้น
       
       แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ก็ลองแบ่งงานให้คนอื่นทำดูบ้าง หรือถ้าคุณเป็นคนเฉื่อยชา ก็ลองลุกขึ้นมาจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองให้มากขึ้น
       
       ส่วนคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ต้องกล้าที่จะออกมาเผชิญโลกภายนอกมากขึ้น หรือถ้าคุณเป็นคนยิ้มยาก ก็ลองหัดยิ้ม หัดมีอารมณ์ขันให้มากขึ้น โดยเริ่มต้นกับคนในบ้านก่อนก็ได้
       
       เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนแปลงหรือมีการกระทำที่ต่างไปจากเดิม แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม สมองของคุณจะเปิดรับสิ่งกระตุ้นใหม่ และสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
       
       3. พบปะคนใหม่ๆ

       
       การที่เราจะเกิดปัญญา แนวคิด และทัศนคติใหม่ๆในชีวิตได้นั้น ต้องรู้จักคนที่มีทัศนคติ หน้าที่การงาน ภูมิหลัง วัฒนธรรม หรือศาสนา ที่แตกต่างไปจากเรา
       
       เพราะการคลุกคลีอยู่ในกลุ่มคนที่มีแนวคิดเหมือนกัน เป็นวิธีที่ดีที่เราจะได้ฟังสิ่งที่สนับสนุนความคิดและความเชื่อของเราอยู่เสมอ จึงเป็นการง่ายที่จะติดหล่ม “แนวคิดกลุ่ม” และยากที่จะมองเห็นหรือยอมรับความผิด หรือข้อด้อยของตัวเราเอง
       
       ทางที่ดีคือ แค่เพิ่มสีสันในชีวิตด้วยการรู้จักคบหาเพื่อนใหม่บ้าง เพราะเพื่อนใหม่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณเกิดแนวคิดใหม่ๆได้ และคุณอาจประหลาดใจที่เพียงแค่ได้คุยกับคนบางคนที่มีมุมมองชีวิตที่แตกต่างออกไป ไอเดียใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นทันที
       
       และที่สำคัญ เพื่อนใหม่จะแนะนำคนใหม่ให้คุณรู้จักต่อๆกันไป ซึ่งหากยังอยู่ในแวดวงเพื่อนเก่าๆ คุณก็คงหมดโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆอย่างแน่นอน
       
       แต่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปแสวงหาเพื่อนใหม่ในที่ห่างไกล เพราะจริงๆแล้ว คนเหล่านั้นอยู่รอบๆตัวคุณ ขอเพียงคุณกล้าที่จะเริ่มต้นพูดคุยกับพวกเขาก่อนเท่านั้นเอง
       
       4. เข้าใจตนเอง
       
       มีคนจำนวนมากกลัวที่จะยอมรับและตรวจตราความคิดและอารมณ์ของตนเอง รวมทั้งไม่สนใจเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง แต่กลับเลือกสนใจเรื่องที่อยู่นอกกาย อาทิ ความต้องการของคนอื่น หน้าที่การงาน ฯลฯ
       
       โดยหารู้ไม่ว่า การใส่ใจเรื่องจิตวิญญาณของตัวเองนั้น อาจช่วยให้รับรู้ถึงความต้องการและความฝันที่แท้จริงของเราได้ อีกทั้งยังช่วยให้ตระหนักถึงเรื่องการเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย
       
       แม้ว่ามันอาจดูหมกมุ่นเกินไปที่จะค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเรา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการรู้จักตัวเองมากขึ้น อาจช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต การรู้จักแยกแยะสภาพอารมณ์ เช่น รู้จักยอมรับอารมณ์โกรธและความกลัว หรือความเจ็บปวดต่อเหตุการณ์ในอดีต จะช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น
       
       จำไว้ว่า คุณไม่อาจเปลี่ยนแปลงวิธีคิดได้ จนกว่าจะเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้คุณคิดเช่นนั้น
       
       5. กล้าฉีกกฎเดิมๆ
       
       การใช้ชีวิตแบบเดิมๆ วันแล้ววันเล่า ทำแต่กิจกรรมเดิมๆที่เคยทำ แม้แต่การวางแผนเรื่องที่จะทำในวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็สะท้อนให้เห็นถึงสูตรสำเร็จการใช้ชีวิตที่ตายตัว ซึ่งมันจะทำให้ชีวิตของคุณไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
       
       เพราะธรรมชาติของการดำเนินชีวิตนั้น คนเรามีแนวโน้มที่จะยึดติดกับสิ่งที่คุ้นเคย และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่สะดวกสบาย แต่หากลองทำกิจกรรมหรืออยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคยบ้าง ก็ส่งผลดีได้เช่นกัน เพราะจะทำให้เราคิดต่างออกไปจากเดิม
       
       การกล้าที่จะหลุดออกจากโซนที่รู้สึกคุ้นเคย ด้วยการไปยังสถานที่ใหม่หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ จะช่วยให้เกิดมุมมองใหม่ในชีวิตได้เป็นอย่างดี เช่น ไปเที่ยวป่า แทนการเที่ยวทะเลที่เคยไปประจำ หรือลองทำกิจกรรมที่ท้าทาย เช่น การปีนเขา ล่องแพในแม่น้ำ แทนกิจกรรมที่ทะเล เป็นต้น

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 154 ตุลาคม 2556 โดย ประกายรุ้ง) 

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มีข้อความว่า       

“...ความเจริญและความเสื่อมของบ้านเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับผลงานการกระทำ อันเป็นส่วนรวมของคนทั้งชาติ ซึ่งต่างมีหน้าที่แบ่งปันกันทำตามความรู้ความสามารถ ตามโอกาสและความถนัดของแต่ละบุคคล ดังนั้น ถ้าบุคคลยังเห็นว่ามีชาติมีประเทศเป็นที่พึ่งที่อาศัย ก็จะต้องรับผิดชอบร่วมกันในการทำงานส่วนรวมของชาติให้ดี ...”
       
       “...การที่บุคคลจะทำความดีให้ได้จริง และต่อเนื่องไปโดยตลอดได้ จะต้องอาศัยหลักปฏิบัติที่ถูกต้องแน่นอน ประการแรก จะต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นในความดี เห็นว่าความดีหรือสุจริตธรรม ย่อมไม่ทำลายผู้ใด หากแต่ส่งเสริมให้เป็นคนสะอาดบริสุทธิ์ และเจริญมั่นคง...”  (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 178 ตุลาคม 2558) 

         >>>เพียงแค่เราเปลี่ยนวิธีคิดสักนิด เรื่องราวหลายๆอย่างก็อาจจะเปลี่ยนได้ อย่างเรื่องราวของนางฟ้าคนนี้ ซึ่งดิฉันมีความเชื่อว่าหากใครก็ตามที่ได้รับชมวีดีโอนี้แล้ว ก็คงต้องฉุกคิดสักนิดว่า             "วันนี้เราทำอะไร เราเต็มที่กับชีวิตหรือยัง เราทำในสิ่งที่อยากจะทำหรือต้องทำหรือไม่ เพราะไม่มีใครรู้แน่นอนว่าชีวิตคนเราจะตื่นขึ้นมาเจอพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน จงทำทุกอย่าง อย่างเต็มที่ ทำวันนี้ให้ดีสุด เพราะถ้าวันใดที่เราไม่ได้ตื่นขึ้นมาเจอแสงอาทิตย์ดังวันวาน เราจะได้ไม่เสียใจกับวันเวลาที่ผ่านมา.......




อ้างอิงวีดีโอจาก : https://www.youtube.com/watch?v=ocSOkDK2pj4

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

สะท้อนมุมมองสู่ 10 ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย

10 ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยประจำปี 2558

  
แหล่งที่มาวีดีโอ : https://www.youtube.com/results?search_query= เหยี่ยวข่าว +7+ สีเหมืองแร่ทองคำ
       
         ประเด็นเหมืองทองคำเป็นประเด็นที่เป็นข่าวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปี 2558 โดยเมื่อต้นปี มีชาวบ้านที่อยู่รอบเหมืองทองพิจิตรและเหมืองทองเลยเสียชีวิตพร้อมกันถึง 2 คน คือ พ่อทองมา ธีระชาติดำรง ชาวบ้านเขาหม้อ จ.พิจิตร และพ่อสุวัต จุตโน หลังจากนั้น ก็มีชาวบ้านทยอยเสียชีวิตเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่พิจิตร
        หลังจากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมก็ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิตจัดงานร่วมนำเสนอผลการศึกษาหัวข้อ "เปิดหลักฐานใหม่ผลตรวจสิ่งแวดล้อม...เหมืองทองคำพิจิตร" โดย ผลการวิเคราะห์ไซยาไนด์และโลหะหนักในพืช พบว่ามีไซยาไนด์ในต้นข้าว ต้นบอน กระชาย ผักบุ้ง กระทกรก หญ้าปากควาย เป็นต้น และพบว่ามีปริมาณแคดเมียมในพืชสูง พบแมงกานีสในต้นข้าว กระชาย บอน ฝักกระถิน ตะไคร้ ใบถ่อน ผักบุ้ง เป็นต้น และพบตะกั่วปริมาณเล็กน้อยในพืชบางชนิด
ขณะที่ผลการวิเคราะห์สารหนู แมงกานีส และความผิดปกติของเซลล์ในเลือดและปัสสาวะ" พบว่า ผลตรวจจาก 731 ราย พบผิดปกติ 483 ราย มีสารหนูและแมงกานีสในร่างกาย 
หลังจากนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็เริ่มทยอยเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อย บางรายได้บริจาคร่างกายให้กับแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
        ขณะที่การเคลื่อนไหวของชาวบ้านได้มุ่งไปที่การเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยมีข้อเรียกร้องหลักก็คือ การปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และอพยพชาวบ้านออกไป การต่อสู้ของชาวบ้านยังทำให้ ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการเพื่อไต่สวนกรณีการลงทุนของเหมืองที่พิจิตร
        การยืนหยัดต่อสู้กับทุนข้ามชาติของชาวบ้านพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ท่ามกลางการสนับสนุนของคนในสังคมยังช่วยจุดกระแสให้ชาวบ้านและสังคมตระหนักถึงหายนะของเหมืองที่รัฐบาลจะเปิดให้สัมปทาน 1 ล้านไร่ ทั่วประเทศ และนำไปสู่การคัดค้านการให้สัมปทานเหมืองแร่ทองคำทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ นักสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และชนชั้นกลางในสังคม จนกระทั่งทำให้มีการเลื่อนการให้สัมปทานออกไป
        ในปลายปี ดูเหมือนว่าข่าวเกี่ยวกับเหมืองจะขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเครือข่ายชาวบ้านผู้คัดค้านเหมืองแร่ทองคำพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ได้รับรางวัล “นักสู้ผู้ไม่แพ้” ของรายการคนค้นคน อวอร์ด ครั้งที่ 7 ขณะที่เหมืองแร่เมืองเลย กลับพบกับข่าวร้ายเมื่อ บ.ทุ่งคำ ฟ้องดำเนินคดีกับน้องพลอย นักเรียน ม.4 ที่ทำข่าวพลเมือง และไทยพีบีเอสที่เสนอข่าวดังกล่าว ท่ามกลางการเคลื่อนไหวประท้วงของชาวบ้านและคนในสังคมที่ช่วยกันรณรงค์กดดันให้บริษัทถอนฟ้องน้องพลอย
        กรณีเหมืองทองที่เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรงทั้งสิ่งแวดล้อม การเกษตร และสุขภาพของชาวบ้านที่มีคนป่วยจำนวนมากและทยอยเสียชีวิต ขณะที่ชาวบ้านก็ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างเข้มแข็งโดยสามารถระดมการสนับสนุนจากสังคม และการเสนอข่าวของสื่อมวลชนรวมทั้งในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ผมจึงจัดให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งในรอบปี 2558
        สำหรับการต่อต้าน พ.ร.บ.จีเอ็มโอ และการต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งสองประเด็นนับว่ามีความสำคัญเช่นกัน เพียงแต่ประเด็นข่าวและการเคลื่อนไหวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในปี 2559 นี้ สังคมไทยก็ต้องจับตาทั้งสองประเด็นเช่นกัน 

2. การคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน
แหล่งที่มาวีดีโอ : https://www.youtube.com/watch?v=YjQ0V9AYwzE ถ่านหิน
        
        นโยบายการพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้าโดยการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 การอดอาหารประท้วงการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ท่ามกลางเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่สำคัญของภาคประชาชน เพราะทำให้มีการเลื่อนการประมูลออกไปและมีการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมา 
        ในปีนี้ กระแสการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินยังขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา และกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดชัยภูมิ แต่การต่อสู้ตัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังต้องเผชิญกับกระบวนการตัดสินใจที่บิดเบี้ยวและการใช้อำนาจรัฐเข้าคุกคาม ดังกรณีโรงไฟฟ้าเทพาที่มีการส่งกำลังทหารเข้าไปคุ้มกันเวที ขณะที่ชาวบ้านและกลุ่มคัดค้านถูกกีดกันออกไปจากเวที นอกจากนั้น ยังปรากฏว่าชาวบ้านที่ต่อต้านยังถูกคุกคามจาก “อิทธิพล” ดังกรณี นายก อบต.แห่งหนึ่งขู่จะยิงแกนนำ
        การต่อสู้ที่เข้มแข็งและต่อเนื่องท่ามกลางเงื่อนไขที่จำกัดดังกล่าว ผมจึงจัดให้การคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญเป็นอันดับ 2
3.ควันไฟป่าอาเซียน
        ปัญหาควันไฟป่าอินโดนีเซียควันเกิดขึ้นมานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ในเดือนตุลาคม ปี 2558 ลมที่หอบเอาควันจากไฟป่าอินโดนีเซียได้กระจายไปมากกว่า 1,200 กิโลเมตร และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การบิน และสุขภาพของประชาชนถึง 5 ประเทศ ทั้งอินโดนีเซียเอง สิงคโปร์ มาเลเซีย ภาคใต้ของไทย และฟิลิปปินส์ที่อยู่ห่างจากแหล่งไฟป่าถึง 1,200 กิโลเมตร จนถือได้ว่า ควันไฟป่าครั้งนี้ คือ "ภัยพิบัติในระดับอาเซียน"
        สาเหตุของไฟป่ามาจากการลงทุนข้ามชาติในอุตสาหกรรมเกษตรในอินโดนีเซียที่ได้มีการพัฒนาพื้นที่ป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นการเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว (plantation) โดยเฉพาะการเผาป่าพรุเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยนายทุนมีทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และทุนจากไทยที่ข้ามแดนไปร่วมวงไพบูลย์เผาป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันกับเขาด้วย
หลังจากหมอกควันจางหาย ในสิ้นเดือนธันวาคมก็มีรายงานข่าวว่า กรมป่าไม้ของอินโดนีเซียได้เพิกถอนการให้เอกชนสัมปทานพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันบางแห่ง แต่ข่าวร้ายก็คือ ศาลอินโดนีเซียไม่รับฟ้องคดีที่กรมป่าไม้ของอินโดนีเซียฟ้องบริษัทปลูกปาล์มน้ำมันที่เป็นสาเหตุของหมอกควันที่ทำให้เกิดความเดือนร้อนกว่าครึ่งค่อนภูมิภาคอาเซียน
        การมีกลุ่มทุนข้ามแดนจากอาเซียนไปร่วมวงไพบูลย์เผาป่าในอินโดนีเซียที่สร้างภัยพิบัติในวงกว้างนับว่าเป็นปํญหาภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่สำคัญที่สุดในปีนี้ และปัญหานี้ก็ท้าทายกลไกของอาเซียนในการแก้ไขและปกป้องสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ดังที่กล่าวมา แต่เนื่องจากไม่ปรากฏการณ์เคลื่อนไหวของภาคประชาชนและนักสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ผมจึงจัดให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญอันดับ 3
4. สัมปทานและขุดเจาะปิโตรเลียม
        ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับภาคประชาชนและชาวบ้านกรณีการสัมปทานปิโตรเลียมได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีศูนย์กลาง 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นประเด็นของการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมที่ภาคประชาชนต้องการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นการแบ่งปันผลผลิต และส่วนที่สอง เป็นการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะก๊าซ โดยเฉพาะในแปลงสัมปทานบนบกในภาคอีสาน
        ด้วยข้อจำกัดของระบบการเมือง ทำให้การเคลื่อนไหวในปีนี้อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในส่วนกลางที่ต้องเข้าไปร่วมร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมใหม่ ส่วนประเด็นการเคลื่อนไหวในส่วนกลางที่ทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการขุดเจาะก๊าซแบบ fracking ทำให้สังคมเข้าใจปัญหาการขุดเจาะก๊าซมากขึ้น ขณะที่การเคลื่อนไหวของชาวบ้านก็ยังคงปรากฏว่ามีความเข้มแข็งโดยเฉพาะในกรณีของนามูล-ดูนสาด แม้ว่าจะไม่สามารถหยุดยั้งการขุดเจาะก๊าซได้ แต่การต่อสู้ของชาวบ้านก็มีความเข้มแข็งจากการที่ยืนหยัดต่อสู้อย่างยาวนานภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย
คลิกที่ลิงค์เพื่อรับชมวิดีโอเพิ่มเติม
5.เขื่อนกั้นแม่น้ำโขง
        แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ยาวที่สุดในอุษาคเนย์ ปัจจุบัน แม่น้ำโขงทางตอนบนในประเทศจีนได้มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ไปแล้วถึง 5 เขื่อน ขณะที่แม่น้ำโขงตอนล่าง ทุนไทยได้ข้ามแดนไปสร้างเขื่อนไซยะบุรี กั้นแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศลาว และทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของชาวบ้านลุ่มน้ำโขงทั้งภาคเหนือและภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น การเคลื่อนไหวยังได้มุ่งไปที่การรณรงค์ให้สังคมไทยและนานาชาติตระหนักถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการที่ สปป.ลาวจะสร้างเขื่อนดอนสะโฮงที่สีทันดร จังหวัดจำปาสัก
        แม้ว่าการต่อสู้ของชาวบ้านและนักอนุรักษ์ไม่สามารถประสบชัยชนะในการฟ้องศาลปกครองกรณีเขื่อนไซยะบุรีเมื่อปลายปีได้ ซึ่งนั่นเท่ากับเขื่อนไซยะบุรีเดินหน้าต่อไป แต่การยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำโขงก็ถือว่ายังเป็นจุดเด่นของการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและในลุ่มน้ำโขง
6. นโยบายทวงคืนผืนป่าและฝ่าวิกฤตยางพารา
        แผนแม่บทป่าไม้ปี 2557 ที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40% ของพื้นที่ประเทศหรือ “นโยบายทวงคืนผืนป่า” และนโยบายฝ่าวิกฤตยางพาราที่ต้องการลดสต็อกยางพาราเพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำโดยการโค่นยางพาราของรัฐบาลปัจจุบัน ได้นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐกับชาวบ้าน เพราะนโยบายทั้งสองได้นำไปสู่การโค่นยางพาราของชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินทำกินซ้อนทับกับเขตป่าทั่วประเทศทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ไปจนถึงภาคใต้
        แม้ว่าจะมีคำสั่ง คสช.66/2557 ว่าการทวงคืนผืนป่าจะไม่ให้กระทบต่อคนจน แต่ในความเป็นจริง ชาวบ้านที่ถูกโค่นยางพาราส่วนใหญ่คือ คนจน อีกทั้งยังปรากฏว่าได้มีการนำกฎหมายมาจัดการกับชาวบ้านที่เป็นคนจนอย่างเข้มงวด ดังกรณีบ้านจัดระเบียบ จ.สกลนคร ที่ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดีถึง 34 รายและส่วนใหญ่พวกเขาถูกตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา รวมถึงเฒ่าชราวัย 73 ปี
        หากรัฐบาลยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย ความขัดแย้งของปัญหาป่าไม้ที่ดินระหว่างรัฐกับคนจนในปีหน้าก็อาจจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
7.เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
        เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ประเทศพม่า ที่มีทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหิน เขื่อน และท่าเทียบเรือน้ำลึกเพื่อจะทำให้การส่งออกสินค้าไปยังอินเดียและตะวันออกกลางเป็นไปอย่างรวดเร็วและประหยัด โครงการนี้รัฐบาลไทยและทุนไทยได้เข้าไปผลักดันและลงทุนในพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร และได้มีการบังคับอพยพชาวบ้านและสร้างความเดือดให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ในทวายอย่างหนัก และตลอดปีที่ผ่านมาได้มีการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีทั้งการทำวิจัยของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ การสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ รวมทั้งการที่ผู้ได้รับผลกระทบได้เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
        แม้ว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนจะเกิดขึ้นชัดเจนมากขึ้น แต่ในวันที่ 18 เดือนธันวาคม รัฐบาลญี่ปุ่นก็ประกาศจะให้การสนับสนุนเงินทุนร่วมกับรัฐบาลไทย ในการก่อสร้างท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในประเทศพม่า โดยผู้แทนจากญี่ปุ่น ไทย และพม่าได้เข้าร่วมพิธีลงนามที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อกลางเดือนธันวาคม ซึ่งจะทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้ง่ายขึ้น กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจึงสะท้อนการรุกของทุนไทยและญี่ปุ่นเข้าไปในพม่าภายใต้ลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างชัดเจน ขณะที่คนกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าต้องเผชิญกับการเบียดขับจากทุนข้ามแดนทั้งไทยและญี่ปุ่น
8.เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
        เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชายแดนเป็นนโยบายที่สำคัญในการเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน และเพื่อให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว และตราด ได้เร็วขึ้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มีคำสั่งให้เพิกถอนที่ดินจากป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าไม้ถาวร เขตปฏิรูป และที่ดินสาธารณะ ให้เป็นที่ราชพัสดุเพื่อนำมาใช้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะที่เฟสต่อไปรัฐบาลมีแผนจะประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มอีกใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี นราธิวาส และ อ.สะเดา จ.สงขลา

        ผลของนโยบายดังกล่าวได้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านตามมา โดยเฉพาะที่แม่สอด จ.ตาก เพราะชาวบ้านจำนวนมากได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ ก็ปรากฏว่ามีการเคลื่อนไหวคัดค้านเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชายแดนเนื่องจากวิตกกังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่น ที่เชียงราย เป็นต้น กระแสการคัดค้านยังมาจากความวิตกกังวลว่า กนอ.จะฉวยโอกาสไม่จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้โครงการนี้ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาในระยะยาว
        การผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชายแดนสะท้อนให้เห็นถึงแนวนโยบายการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยยึดแนวทางตามลัทธิเสรีนิยมใหม่ เพราะนโยบายนี้เอื้อให้กับทุนสามารถสะสมทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการเบียดขับคนจนที่อยู่ชายแดนให้กลายเป็นคนชายขอบมากยิ่งขึ้น
9. ท่าเทียบเรือน้ำลึก
        แผนการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกทั้งชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน เช่น ที่เทพา ปะทิว ปากบารา ในปี 2558 กรมเจ้าท่าได้เร่งเดินหน้าโครงการท่าเทียบเรือและได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านของคนในท้องถิ่นและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตลอดปี และบางพื้นที่ได้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านด้วยกัน โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่า การสร้างท่าเรือน้ำลึกจะทำให้ท้องถิ่นเจริญ และมีรายได้จากการเก็บภาษี ทำให้เกิดการจ้างงาน ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่าท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านอย่างรุนแรง จะมีการเวนคืนที่ดิน เป็นต้น ขณะที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็ล้มเหลวเช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ ในประเทศไทยที่ผู้คัดค้านถูกกีดกันออกไป
10. อ่าวไทยปนเปื้อนน้ำมัน
        อ่าวไทยคือแหล่งทรัพยากรอาหารทะเลที่สำคัญที่สุดของประเทศ แต่ตลอดปี 2558 เราจะพบว่ามีข่าวว่าอ่าวไทยปนเปื้อนน้ำมันเป็นระยะๆ เช่น ในเดือนตุลาคมเกิดคราบน้ำมันที่ชายทะเลชะอำ หัวหิน ปราณบุรี และพบซากลูกโลมาอายุไม่ถึง 2 ปี ลอยเกยหาดบริเวณเดียวกับที่พบคราบน้ำมัน ทำให้เกิดความวิตกกังวลถึงผลกระทบ แม้มีการคาดว่าคราบน้ำมันเกิดจากเรือเดินสมุทรปล่อยน้ำมันทิ้งลงทะเล แต่ก็ยังไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ขณะที่ในวันที่ 20 ธันวาคม ก็มีรายงานข่าวว่าก้อนน้ำมันโผล่บริเวณแหลมตะลุมพุกพร้อมกับมีปลาตายเกลื่อนหาด เช่น ปลามะเขือแดง ปลาแป้น พร้อมกับก้อนน้ำมัน ตลอดแนวความยาวกว่า 1 กม.ของแหลมตะลุมพุก ขณะที่นักสิ่งแวดล้อมคาดว่าก้อนน้ำมันมาจากแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย แต่ถึงปัจจุบันแหล่งที่มาของก้อนน้ำมันที่ทำร้ายทะเลอ่าวไทยก็ยังเป็นปริศนาต่อไป
แหล่งที่มา : http://prachatai.com/journal/2016/01/63349 อ้างอิงจาก : ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

การอนุรักษ์  (Conservation)  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  

การอนุรักษ์  (Conservation)  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคือ  ปรัชญาของการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรม  ความสูญเสีย  หรือหมดสิ้นไป 
ซึ่งคำถามทั้ง  2  ประการนี้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  เป็นข้อถกเถียงกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและคงจะต้องมีต่อไปในอนาคต  แต่สิ่งที่ดูมีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าคำถามในเชิงปรัชญาคือการลงมือทำ
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกระทำได้หลายวิธี ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนี้

1. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทางตรง ซึ่งปฏิบัติได้ในระดับบุคคล องค์กร และระดับประเทศ ที่สำคัญ คือ
            1) การใช้อย่างประหยัด คือ การใช้เท่าที่มีความจำเป็น เพื่อให้มีทรัพยากรไว้ใช้ได้นานและเกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด
            2) การนำกลับมาใช้ซ้ำอีก สิ่งของบางอย่างเมื่อมีการใช้แล้วครั้งหนึ่งสามารถที่จะนำมาใช้ซ้ำได้อีก เช่น ถุงพลาสติก กระดาษ เป็นต้น หรือสามารถที่จะนำมาใช้ได้ใหม่โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การนำกระดาษที่ใช้แล้วไปผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อทำเป็นกระดาษแข็ง เป็นต้น ซึ่งเป็นการลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและการทำลายสิ่งแวดล้อมได้
            3) การบูรณซ่อมแซม สิ่งของบางอย่างเมื่อใช้เป็นเวลานานอาจเกิดการชำรุดได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการบูรณะซ่อมแซม ทำให้สามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีก
            4) การบำบัดและการฟื้นฟู เป็นวิธีการที่จะช่วยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรด้วยการบำบัดก่อน เช่น การบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ส่วนการฟื้นฟูเป็นการรื้อฟื้นธรรมชาติให้กลับสู่สภาพเดิม เช่น การปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูความ      สมดุลของป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น
            5) การใช้สิ่งอื่นทดแทน เป็นวิธีการที่จะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลงและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การใช้ใบตองแทนโฟม การใช้พลังงานแสงแดดแทนแร่เชื้อเพลิง การใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี เป็นต้น
            6) การเฝ้าระวังดูแลและป้องกัน เป็นวิธีการที่จะไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เช่น การเฝ้าระวังการทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำ คูคลอง การจัดทำแนวป้องกันไฟป่า เป็นต้น


2. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทางอ้อม สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้
            1) การพัฒนาคุณภาพประชาชน โดนสนับสนุนการศึกษาด้านการอนุรักษ์ทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องตามหลักวิชา ซึ่งสามารถทำได้ทุกระดับอายุ ทั้งในระบบโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ และนอกระบบโรงเรียนผ่านสื่อสารมวลชนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการอนุรักษ์ เกิดความรักความหวงแหน และให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง
            2) การใช้มาตรการทางสังคมและกฎหมาย การจัดตั้งกลุ่ม ชุมชน ชมรม สมาคม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการให้ความร่วมมือทั้งทางด้านพลังกาย พลังใจ พลังความคิด ด้วยจิตสำนึกในความมีคุณค่าของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีต่อตัวเรา เช่น กลุ่มชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของนักเรียน นักศึกษา ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร มูลนิธิโลกสีเขียว เป็นต้น
            3) ส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ช่วยกันดูแลรักษาให้คงสภาพเดิม ไม่ให้เกิดความเสื่อมโทรม เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตในท้องถิ่นของตน การประสานงานเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน ให้มีบทบาทหน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครอง ฟื้นฟูการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
            4) ส่งเสริมการศึกษาวิจัย ค้นหาวิธีการและพัฒนาเทคโนโลยี มาใช้ในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศมาจัดการวางแผนพัฒนา การพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้น การค้นคว้าวิจัยวิธีการจัดการ การปรับปรุง พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เป็นต้น
            5) การกำหนดนโยบายและวางแนวทางของรัฐบาล ในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสันและระยะยาว เพื่อเป็นหลักการให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องยึดถือและนำไปปฏิบัติ รวมทั้งการเผยแพร่ข่าวสารด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อม
 แหล่งที่มา : http://www.oknation.net/blog/nunuk

ผลกระทบที่เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

สภาวะที่เป็นพิษและที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
    1.  อากาศที่หายใจไม่บริสุทธิ์  มีเขม่า  ควัน  ปะปนมา  ตลอดจนมีกลิ่นเหม็น และมีก๊าซที่ เป็นอันตรายต่อระบบหายใจของมนุษย์
    2.  น้ำท่วมไร่นา  บ้านเรือน  ถนน  เสียหายโดยฉับพลัน
    3.  น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายมากขึ้น  ทำให้น้ำทะเลมีระดับสูง และไหลเข้ามาปนกับน้ำจืดใน แม่น้ำลำคลองมากขึ้น  ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อบ้านเรือนและพืชที่ปลูกไว้ริมน้ำ
    4.  ฝนเป็นกรด  ทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหาร  ทำลายดิน  ทำให้ปลูกพืชไม่งอกงาม
    5.  โลกจะร้อนขึ้น
    6.  ฤดูกาลจะแปรปรวน
    7.  ชั้นโอโซนถูกทำลาย และไม่ช่วยกรองรังสีอันตราย  ทำให้ตาเป็นต้อ และผิวหนังเป็น มะเร็ง


การเกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อม
1.  มลพิษที่เป็นก๊าซ  ของเหลว และของแข็ง  จะเกิดขึ้นจากธรรมชาติ  จากการเผาไหม้ ของเชื้อเพลิง  จากการตัดไม้ทำลายป่า และจากการปนเปื้อนแทรกซึมของสารสังเคราะห์บางชนิดที่มนุษย์เราผลิตใช้กันมากขึ้น
2.  มลพิษที่เป็นพลังงาน  เช่น  พลังงานความร้อนที่ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องมาจาก
การตัดไม้ทำลายป่า  การทำลายโอโซนในบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกไว้  การสร้างยานพาหนะที่มีการเผาไหม้สูง หรือมีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์  เป็นต้น  ส่วนมลพิษที่เป็นพลังงานชนิดอื่น  เช่น  แสง  เสียง และแม่เหล็กไฟฟ้านั้น  ก็เกิดจากการที่มนุษย์ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ  ที่ไปทำลายประสาทหู  ตา และประสาทสัมผัสอื่นของมนุษย์มากขึ้น


สารมลพิษและบทบาทต่อความร้อนของโลก
     สารมลพิษส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นล่างคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์  เช่น  มีเทน (CH4) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)  คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)  คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (chlorofluorocarbons) และโอโซน  เป็นต้น  เป็นที่น่าสังเกตว่าก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์นี้  ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและถือเป็นสารมลพิษ  โดยทั่วไปไม่ควรนำไปปะปนกับก๊าซโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์  เพราะบรรยากาศในสองชั้นนี้มักไม่ใคร่ผสมปนเปกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีชั้นโทรโพพอสคั่นอยู่  สารมลพิษอื่น ๆ ก็เช่นกัน  มักไม่ใคร่มีโอกาสขึ้นไปสูงถึงชั้นสตราโทสเฟียร์  ยกเว้นแต่เมื่อ
     ก.  เกิดลมพายุรุนแรงในบรรยากาศชั้นบน
     ข.  เป็นก๊าซเฉื่อยไม่ทำปฏิกิริยากับสารมลพิษอื่น ๆ ได้ง่าย  จึงคงตัวอยู่นานและลอยขึ้นสูงเป็นลำดับ  เช่น  คลอโรฟลูออโรคาร์บอน  ไนทรัสออกไซด์ (N2O)  เป็นต้น
     ค.  เกิดมลพิษในชั้นสตราโทสเฟียร์  เช่น  เครื่องบินคอนคอร์ดของอังกฤษและฝรั่งเศส  และเครื่องบิน Tu-144  ของสหภาพโซเวียต  มีเพดานบินอยู่ที่ระดับความสูง 17 กิโลเมตร  โบอิ้ง 2707  ของสหรัฐอเมริกามีเพดานบินที่ระดับ 20 กิโลเมตร  เป็นต้น  จึงเกิดออกไซด์ของไนโตรเจน  ไฮโดรเจนออกไซด์  ฯลฯ
     เมื่อมีก๊าซไนโตรเจน (N)  ออกซิเจน (O) และโอโซน (O3)  ในบรรยากาศชั้นสูง  อาจมีปฏิกิริยาจนเกิดไนทรัสออกไซด์ (N2O)  ก๊าซนี้สามารถเก็บกักความร้อนไว้ได้เช่นเดียวกันกับมีเทนและก๊าซอื่น ๆ  ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป
 สารมลพิษบางชนิดทำให้โลกร้อนขึ้น  แต่มีบทบาทแตกต่างกัน  สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท  คือ
    1.  ทำลายโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์  จึงทำให้โลกรับพลังงานความร้อนโดยตรง จากดวงอาทิตย์มากขึ้น
    2.  มีมลพิษในบรรยากาศชั้นล่างที่หุ้มห่อผิวโลกมากขึ้นกว่าปกติ  สารมลพิษเหล่านี้
จะเก็บกักรังสีโลกหรือความร้อนไว้มากกว่าปกติเช่นกัน

การทำลายโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์
     โอโซนถูกทำลายได้ด้วยสารประกอบ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ  คลอรีน  ออกไซด์ของไฮโดรเจน และออกไซด์ของไนโตรเจน
     สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนเป็นสารประกอบของคาร์บอน  ฟลูออไรด์ และคลอรีน  คาร์บอน  เตตระคลอไรด์ (CCl4)  คลอโรฟอร์ม (CHCL3)  และเมธิลคลอโรฟอร์ม (CHCl3)  ก็มีคลอรีนเช่นกัน  สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนหรือที่เรียกว่าฟรีออน  ส่วนใหญ่ใช้ในเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ  นอกจากนั้นยังใช้เป็นก๊าซขับดันในกระป๋องฉีดสเปรย์ต่าง ๆ  ใช้เป็นสารทำความสะอาดชั้นดี หรือใช้สารนั้นเป่าให้เกิดฟองในเนื้อของโฟมที่ใช้ทำกล่องบรรจุอาหารต่าง ๆ   เป็นต้น
     เมื่อก๊าซเฉื่อยกลุ่มนี้ลอยขึ้นไปถึงชั้นสตราโทสเฟียร์ รังสีอัลตราไวโอเลตจะทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้น  อะตอมคลอรีนแตกตัวออกมา  จากนั้นอะตอมนี้จึงทำปฏิกิริยากับโอโซนจนเกิดคลอรีนมอนอกไซด์ (chlorinemonoxide, ClO)  หากแต่มิได้หยุดยั้งเพียงแค่นั้นกลับปลดปล่อยอะตอมของออกซิเจนอื่นจนเกิดก๊าซนี้ขึ้นคงเหลืออะตอมคลอรีนไว้ให้ใช้ตั้งต้นใหม่และทำงานต่อไปอีกนับหมื่นครั้ง  ประกอบกับเป็นสารซึ่งมีอายุอยู่ในบรรยากาศได้ 75-110 ปี  จึงทำลายก๊าซโอโซนได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอันนาน  ดังที่ได้พบหลักฐานของการทำลายชั้นโอโซนนี้ที่บริเวณขั้วโลกได้  ช่องว่างในชั้นโอโซน (ozone holes) ขยายตัวกว้างขึ้นทุกปี  พร้อมกับตรวจพบคลอรีนมอนอกไซด์
     ออกไซด์ของไฮโดรเจน และออกไซด์ของไนโตรเจนซึ่งเป็นตัวทำลายโอโซนนั้น  อาจเกิดได้ในธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่  ใบไม้  ซากพืชและสัตว์ย่อมเน่าเปื่อยและผุพังไปตามธรรมชาติ  ทำให้เกิดก๊าซมีเทน และก๊าซไนทรัสออกไซด์  คาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์  เป็นต้น  นอกจากนี้ก๊าซมีเทนยังกลายเป็นออกไซด์ของไฮโดรเจนต่อไปได้  ก๊าซเหล่านี้ทำลายชั้นโอโซนทั้งสิ้น  หากสามารถขึ้นถึงชั้นสตราโทสเฟียร์ได้ 
รูปแสดงพลังงานจากดวงอาทิตย์

มลพิษเก็บกักรังสีโลกหรือความร้อน
     โลกสะท้อนพลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ออกสู่บรรยากาศในรูปของรังสีอินฟราเรด (คลื่นยาว)  ตามปกติไอน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ  โดยเฉพาะในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่อย่างใกล้ชิด  จะดูดซึมรังสีโลกไว้
     การเก็บกักความร้อนของโลกไว้นี้เปรียบเทียบได้กับ ปรากฎการณ์ในเรือนต้นไม้ ของประเทศทางตะวันตก (green house effect)  ซึ่งเป็นอาคารที่กรุด้วยกระจกและเก็บงำความอบอุ่นไว้ให้เพียงพอแก่การปลูกพืชในฤดูหนาว  เพราะแสงแดดสามารถส่องผ่านกระจกให้พืชเจริญเติบโตได้เมื่อเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำที่พืชคายออกมาจากการสังเคราะห์แสง (photosynthesis)  ถูกกักเก็บไว้ในเรือน  จึงทำให้ความร้อนในอาคารนี้สูงกว่าภายนอก
     แต่การตัดไม้ทำลายป่า  ตลอดจนการเร่งรัดใช้พลังงานอย่างกว้างขวางในการพัฒนาประเทศทำให้เกิดมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น  นอกจากนั้นยังเกิดหรือมีสารมลพิษต่าง ๆ  เช่น  โอโซน  มีเทน  ไนทรัสออกไซด์  แอมโมเนีย และฟรีออน  ก๊าซเหล่านี้ต่างก็มีคุณสมบัติในการดูดซึมรังสีคล้ายกับคาร์บอนไดออกไซด์  จึงรวมเรียกว่า  ก๊าซเรือนต้นไม้ (green house gases)
     ความร้อนที่เก็บกักเอาไว้เป็นผลมาจากไอน้ำ  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเมฆถึงร้อยละ 90  คงเหลือประมาณร้อยละ 10  เป็นส่วนของความร้อนที่เก็บกักโดยก๊าซโอโซน  มีเทน และ ไนทรัสออกไซด์เป็นหลัก

ผลกระทบเมื่อก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ถูกทำลาย
     เมื่อก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ถูกทำลาย  จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง 2 กรณี  คือ
    1.  พลังงานความร้อนบนพื้นโลกมากขึ้น
    2.  รังสีอัลตราไวโอเลตในช่วงคลื่นซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิตผ่านลงมาถึงพื้นโลกมากขึ้น
 จากกรณีทั้งสองดังกล่าว  จะมีผลกระทบต่อภูมิอากาศได้หลายอย่าง  เช่น
    1.  ความร้อนอาจจะทำให้น้ำแข็งในบริเวณขั้วโลกได้ละลายมากขึ้น
    2.  ความร้อนจะทำให้น้ำในมหาสมุทรขยายตัว  ทำให้เกิดความแปรปรวนทางน้ำ
    3.  จากการรับรังสีอัลตราไวโอเลตเพิ่มขึ้นจึงทำให้พืชชั้นต่ำ  เช่น  แพลงก์ตอน  สาหร่าย ไดอะตอม  ยูกลีนอยด์เกิดการกลายพันธุ์ (mutation) ได้  ส่วนใบพืชชั้นสูงจะมีการสังเคราะห์แสงลดลง  เพราะเซลล์คลุมรอบปากใบ  (guard cell)  ได้รับอันตรายจากแสง  จะปิดปากใบจนวัตถุดิบไม่สามารถผ่านเข้าไปในใบได้เช่นเดิม  จึงเป็นเหตุทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง
    4.  รังสีอัลตราไวโอเลต  จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสัตว์ หรือเกิดโรคมะเร็งขึ้นที่เปลือก ตาและอวัยวะสืบพันธุ์  เช่น  แกะและม้า  ถึงแม้จะมีขนห่อหุ้มร่างกายซึ่งจะช่วยลดอันตรายลงได้ก็ตามแต่ในอวัยวะซึ่งขาดเม็ดสี (melanin) เช่น  เปลือกตาและอวัยวะสืบพันธุ์  ถ้าได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตต่อเนื่องในระยะยาวก็อาจทำให้ตาเปื่อย หรือเกิดโรคมะเร็งที่ตาและอวัยวะสืบพันธุ์ได้
    5.  สำหรับมนุษย์นั้น  ได้ใช้รังสีอัตราไวโอเลตเมื่ออยู่พอควรในการเปลี่ยนสารที่ผิวหนังให้ เป็นวิตามินดีสาม  ซึ่งป้องกันโรคกระดูกอ่อนและฟันผุ  แต่ถ้าได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากไป  เช่น  ผู้ที่อาบแดดเป็นประจำ หรือชาวไร่ชาวนาที่ต้องตากแดดเป็นประจำ  จะทำให้มีผิวกร้านหนาเพราะเซลล์แบ่งแยกตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น  นอกจากนั้นผิวจะมีรอยย่นสีคล้ำหรือจาง  ทำให้ดูแก่เกินวัยและในที่สุดอาจเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง  คนผิวคล้ำเช่นชาวเอเซีย และชาวแอฟริกามีเม็ดสีอยู่ในผิวมากสามารถสะท้อนและดูดซึมรังสีส่วนเกินได้ดีกว่าคนผิวขาว  ดังนั้นจึงเกิดอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตต่อคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ
     สำหรับดวงตาที่รับแสงแดดกล้าเกินไปในระยะยาว  จะเกิดเนื้อติ่งที่หัวตา และเป็นมะเร็งที่เยื่อบุชั้นนอกของนัยน์ตาหรือเป็นต้อกระจกได้

ผลกระทบต่อโลกเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น
     โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme-UNEP)  ได้รายงานเกี่ยวกับปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศดังนี้
  • ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18  มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 270-290  ส่วนในล้านส่วน
  • ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20  มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 345-350 ส่วนในล้านส่วน
  • ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20  คาดว่าปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้วิเคราะห์และคาดว่าในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2537)  อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 1.5-3o ซ.  และจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางดังต่อไปนี้
    1.  ระดับน้ำทะเลอาจจะขึ้นสูงอีก 40-120 เซนติเมตร  ซึ่งจะมีผลต่อพื้นที่ชายทะเล และ กิจกรรมต่าง ๆ  ในบริเวณนั้น  เช่น  การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในป่าชายเลน  การท่องเที่ยว  เป็นต้น  ในระหว่างที่โลกมีวิวัฒนาการ  น้ำทะเลเคยขึ้นลงเกินกว่า 100 เมตรมาแล้ว และในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมาคือ  ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 8-20 เซนติเมตร  เชื่อกันว่าเป็นผลจากที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในบรรยากาศถึงอัตราร้อยละ 20  และการที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นก็เพราะน้ำทะเลขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน และน้ำแข็งในแถบขั้วโลกละลายเป็นน้ำ  การที่น้ำเค็มรุกล้าเข้าสู่แม่น้ำลำคลอง  น้ำใต้ดิน และแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ มากขึ้น  ย่อมมีผลทำให้ระบบนิเวศปรวนแปร และอาจทำให้เกิดความเสียหายได้หลายประการ
    2.  ทำให้ภูมิอากาศเกิดความปรวนแปร  จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า  พายุไซโคลนซึ่งเคย เกิดขึ้น 3.1 ครั้ง  ในคาบ 10 ปี คือ  ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483)  และได้เพิ่มเป็น 15 ครั้งในปี ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523)  ดังนั้นจึงเกรงว่าถ้าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น  จะทำให้ลมมรสุมในคาบสมุทร >เอเซียแปซิฟิกเพิ่มกำลังแรงมากขึ้น และจะพัดเลยขึ้นเหนือไป  ทำให้ฝนไปตกในท้องถิ่นกันดาร และในทางตรงกันข้ามจะทำให้เกิดความแห้งแล้งในที่ที่มีฝนตกชุก  ตลอดจนจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นในบางแห่ง  บางแห่งจะเกิดปัญหาน้ำเซาะดินพังทลายลง และตะกอนซึ่งมากับน้ำขุ่นตามทางน้ำ  ก็จะทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินด้วย
    3.  แหล่งน้ำใช้ในการชลประทานจะผันแปรไปด้วย  จากการคาดคะเนหากว่าอุณหภูมิของ โลกเพิ่ม 1.5-4.50 ซ.  ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7-15 ทั่วโลก  แต่มิได้กระจายไปทุกแห่งอย่างทั่วถึง  ในแหล่งที่มีน้ำมากและที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นนั้น  พืชก็อาจจะเร่งการสังเคราะห์แสงขึ้น  ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำมากขึ้นเป็นเงาตามตัวและจำเป็นต้องมีการจัดสรรน้ำเพื่อการชลประทานเป็นพิเศษกว่าเดิมด้วย
    4.  ต้องพัฒนาและปรับปรุงการเกษตรกรรม  ให้เหมาะสมกับกับการเปลี่ยนแปลงทาง สภาพภูมิอากาศ และน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก  ซึ่งอาจจะต้องแสวงหาพืชพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพของสิ่งแวดล้อม  มีการวางแผนการเพาะปลูกและการจำหน่ายที่มีคุณภาพ  มิฉะนั้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อสภาพสังคม  เศรษฐกิจ และการเมืองในสภาวะปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    5.  แหล่งพลังงานได้รับผลกระทบ  เนื่องจากการแปรปรวนของภูมิอากาศ  เช่น  การเกิดลม มรสุมต่าง ๆ  อย่างรุนแรง  เคยทำให้เรือขุดเจาะน้ำมันคว่ำ  เกิดการเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ตลอดจนขัดขวางการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ  การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ  พลังลม และพลังนิวเคลียร์  ก็อยู่ในข่ายที่จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนทางภูมิอากาศด้วยเช่นกัน

ที่มา : รวบรวมจาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 15 
อ้างอิงจาก : https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi3/en-sakol/sakoln.htm