วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

ผลกระทบที่เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

สภาวะที่เป็นพิษและที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
    1.  อากาศที่หายใจไม่บริสุทธิ์  มีเขม่า  ควัน  ปะปนมา  ตลอดจนมีกลิ่นเหม็น และมีก๊าซที่ เป็นอันตรายต่อระบบหายใจของมนุษย์
    2.  น้ำท่วมไร่นา  บ้านเรือน  ถนน  เสียหายโดยฉับพลัน
    3.  น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายมากขึ้น  ทำให้น้ำทะเลมีระดับสูง และไหลเข้ามาปนกับน้ำจืดใน แม่น้ำลำคลองมากขึ้น  ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อบ้านเรือนและพืชที่ปลูกไว้ริมน้ำ
    4.  ฝนเป็นกรด  ทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหาร  ทำลายดิน  ทำให้ปลูกพืชไม่งอกงาม
    5.  โลกจะร้อนขึ้น
    6.  ฤดูกาลจะแปรปรวน
    7.  ชั้นโอโซนถูกทำลาย และไม่ช่วยกรองรังสีอันตราย  ทำให้ตาเป็นต้อ และผิวหนังเป็น มะเร็ง


การเกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อม
1.  มลพิษที่เป็นก๊าซ  ของเหลว และของแข็ง  จะเกิดขึ้นจากธรรมชาติ  จากการเผาไหม้ ของเชื้อเพลิง  จากการตัดไม้ทำลายป่า และจากการปนเปื้อนแทรกซึมของสารสังเคราะห์บางชนิดที่มนุษย์เราผลิตใช้กันมากขึ้น
2.  มลพิษที่เป็นพลังงาน  เช่น  พลังงานความร้อนที่ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องมาจาก
การตัดไม้ทำลายป่า  การทำลายโอโซนในบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกไว้  การสร้างยานพาหนะที่มีการเผาไหม้สูง หรือมีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์  เป็นต้น  ส่วนมลพิษที่เป็นพลังงานชนิดอื่น  เช่น  แสง  เสียง และแม่เหล็กไฟฟ้านั้น  ก็เกิดจากการที่มนุษย์ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ  ที่ไปทำลายประสาทหู  ตา และประสาทสัมผัสอื่นของมนุษย์มากขึ้น


สารมลพิษและบทบาทต่อความร้อนของโลก
     สารมลพิษส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นล่างคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์  เช่น  มีเทน (CH4) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)  คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)  คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (chlorofluorocarbons) และโอโซน  เป็นต้น  เป็นที่น่าสังเกตว่าก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์นี้  ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและถือเป็นสารมลพิษ  โดยทั่วไปไม่ควรนำไปปะปนกับก๊าซโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์  เพราะบรรยากาศในสองชั้นนี้มักไม่ใคร่ผสมปนเปกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีชั้นโทรโพพอสคั่นอยู่  สารมลพิษอื่น ๆ ก็เช่นกัน  มักไม่ใคร่มีโอกาสขึ้นไปสูงถึงชั้นสตราโทสเฟียร์  ยกเว้นแต่เมื่อ
     ก.  เกิดลมพายุรุนแรงในบรรยากาศชั้นบน
     ข.  เป็นก๊าซเฉื่อยไม่ทำปฏิกิริยากับสารมลพิษอื่น ๆ ได้ง่าย  จึงคงตัวอยู่นานและลอยขึ้นสูงเป็นลำดับ  เช่น  คลอโรฟลูออโรคาร์บอน  ไนทรัสออกไซด์ (N2O)  เป็นต้น
     ค.  เกิดมลพิษในชั้นสตราโทสเฟียร์  เช่น  เครื่องบินคอนคอร์ดของอังกฤษและฝรั่งเศส  และเครื่องบิน Tu-144  ของสหภาพโซเวียต  มีเพดานบินอยู่ที่ระดับความสูง 17 กิโลเมตร  โบอิ้ง 2707  ของสหรัฐอเมริกามีเพดานบินที่ระดับ 20 กิโลเมตร  เป็นต้น  จึงเกิดออกไซด์ของไนโตรเจน  ไฮโดรเจนออกไซด์  ฯลฯ
     เมื่อมีก๊าซไนโตรเจน (N)  ออกซิเจน (O) และโอโซน (O3)  ในบรรยากาศชั้นสูง  อาจมีปฏิกิริยาจนเกิดไนทรัสออกไซด์ (N2O)  ก๊าซนี้สามารถเก็บกักความร้อนไว้ได้เช่นเดียวกันกับมีเทนและก๊าซอื่น ๆ  ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป
 สารมลพิษบางชนิดทำให้โลกร้อนขึ้น  แต่มีบทบาทแตกต่างกัน  สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท  คือ
    1.  ทำลายโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์  จึงทำให้โลกรับพลังงานความร้อนโดยตรง จากดวงอาทิตย์มากขึ้น
    2.  มีมลพิษในบรรยากาศชั้นล่างที่หุ้มห่อผิวโลกมากขึ้นกว่าปกติ  สารมลพิษเหล่านี้
จะเก็บกักรังสีโลกหรือความร้อนไว้มากกว่าปกติเช่นกัน

การทำลายโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์
     โอโซนถูกทำลายได้ด้วยสารประกอบ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ  คลอรีน  ออกไซด์ของไฮโดรเจน และออกไซด์ของไนโตรเจน
     สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนเป็นสารประกอบของคาร์บอน  ฟลูออไรด์ และคลอรีน  คาร์บอน  เตตระคลอไรด์ (CCl4)  คลอโรฟอร์ม (CHCL3)  และเมธิลคลอโรฟอร์ม (CHCl3)  ก็มีคลอรีนเช่นกัน  สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนหรือที่เรียกว่าฟรีออน  ส่วนใหญ่ใช้ในเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ  นอกจากนั้นยังใช้เป็นก๊าซขับดันในกระป๋องฉีดสเปรย์ต่าง ๆ  ใช้เป็นสารทำความสะอาดชั้นดี หรือใช้สารนั้นเป่าให้เกิดฟองในเนื้อของโฟมที่ใช้ทำกล่องบรรจุอาหารต่าง ๆ   เป็นต้น
     เมื่อก๊าซเฉื่อยกลุ่มนี้ลอยขึ้นไปถึงชั้นสตราโทสเฟียร์ รังสีอัลตราไวโอเลตจะทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้น  อะตอมคลอรีนแตกตัวออกมา  จากนั้นอะตอมนี้จึงทำปฏิกิริยากับโอโซนจนเกิดคลอรีนมอนอกไซด์ (chlorinemonoxide, ClO)  หากแต่มิได้หยุดยั้งเพียงแค่นั้นกลับปลดปล่อยอะตอมของออกซิเจนอื่นจนเกิดก๊าซนี้ขึ้นคงเหลืออะตอมคลอรีนไว้ให้ใช้ตั้งต้นใหม่และทำงานต่อไปอีกนับหมื่นครั้ง  ประกอบกับเป็นสารซึ่งมีอายุอยู่ในบรรยากาศได้ 75-110 ปี  จึงทำลายก๊าซโอโซนได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอันนาน  ดังที่ได้พบหลักฐานของการทำลายชั้นโอโซนนี้ที่บริเวณขั้วโลกได้  ช่องว่างในชั้นโอโซน (ozone holes) ขยายตัวกว้างขึ้นทุกปี  พร้อมกับตรวจพบคลอรีนมอนอกไซด์
     ออกไซด์ของไฮโดรเจน และออกไซด์ของไนโตรเจนซึ่งเป็นตัวทำลายโอโซนนั้น  อาจเกิดได้ในธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่  ใบไม้  ซากพืชและสัตว์ย่อมเน่าเปื่อยและผุพังไปตามธรรมชาติ  ทำให้เกิดก๊าซมีเทน และก๊าซไนทรัสออกไซด์  คาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์  เป็นต้น  นอกจากนี้ก๊าซมีเทนยังกลายเป็นออกไซด์ของไฮโดรเจนต่อไปได้  ก๊าซเหล่านี้ทำลายชั้นโอโซนทั้งสิ้น  หากสามารถขึ้นถึงชั้นสตราโทสเฟียร์ได้ 
รูปแสดงพลังงานจากดวงอาทิตย์

มลพิษเก็บกักรังสีโลกหรือความร้อน
     โลกสะท้อนพลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ออกสู่บรรยากาศในรูปของรังสีอินฟราเรด (คลื่นยาว)  ตามปกติไอน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ  โดยเฉพาะในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่อย่างใกล้ชิด  จะดูดซึมรังสีโลกไว้
     การเก็บกักความร้อนของโลกไว้นี้เปรียบเทียบได้กับ ปรากฎการณ์ในเรือนต้นไม้ ของประเทศทางตะวันตก (green house effect)  ซึ่งเป็นอาคารที่กรุด้วยกระจกและเก็บงำความอบอุ่นไว้ให้เพียงพอแก่การปลูกพืชในฤดูหนาว  เพราะแสงแดดสามารถส่องผ่านกระจกให้พืชเจริญเติบโตได้เมื่อเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำที่พืชคายออกมาจากการสังเคราะห์แสง (photosynthesis)  ถูกกักเก็บไว้ในเรือน  จึงทำให้ความร้อนในอาคารนี้สูงกว่าภายนอก
     แต่การตัดไม้ทำลายป่า  ตลอดจนการเร่งรัดใช้พลังงานอย่างกว้างขวางในการพัฒนาประเทศทำให้เกิดมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น  นอกจากนั้นยังเกิดหรือมีสารมลพิษต่าง ๆ  เช่น  โอโซน  มีเทน  ไนทรัสออกไซด์  แอมโมเนีย และฟรีออน  ก๊าซเหล่านี้ต่างก็มีคุณสมบัติในการดูดซึมรังสีคล้ายกับคาร์บอนไดออกไซด์  จึงรวมเรียกว่า  ก๊าซเรือนต้นไม้ (green house gases)
     ความร้อนที่เก็บกักเอาไว้เป็นผลมาจากไอน้ำ  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเมฆถึงร้อยละ 90  คงเหลือประมาณร้อยละ 10  เป็นส่วนของความร้อนที่เก็บกักโดยก๊าซโอโซน  มีเทน และ ไนทรัสออกไซด์เป็นหลัก

ผลกระทบเมื่อก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ถูกทำลาย
     เมื่อก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ถูกทำลาย  จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง 2 กรณี  คือ
    1.  พลังงานความร้อนบนพื้นโลกมากขึ้น
    2.  รังสีอัลตราไวโอเลตในช่วงคลื่นซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิตผ่านลงมาถึงพื้นโลกมากขึ้น
 จากกรณีทั้งสองดังกล่าว  จะมีผลกระทบต่อภูมิอากาศได้หลายอย่าง  เช่น
    1.  ความร้อนอาจจะทำให้น้ำแข็งในบริเวณขั้วโลกได้ละลายมากขึ้น
    2.  ความร้อนจะทำให้น้ำในมหาสมุทรขยายตัว  ทำให้เกิดความแปรปรวนทางน้ำ
    3.  จากการรับรังสีอัลตราไวโอเลตเพิ่มขึ้นจึงทำให้พืชชั้นต่ำ  เช่น  แพลงก์ตอน  สาหร่าย ไดอะตอม  ยูกลีนอยด์เกิดการกลายพันธุ์ (mutation) ได้  ส่วนใบพืชชั้นสูงจะมีการสังเคราะห์แสงลดลง  เพราะเซลล์คลุมรอบปากใบ  (guard cell)  ได้รับอันตรายจากแสง  จะปิดปากใบจนวัตถุดิบไม่สามารถผ่านเข้าไปในใบได้เช่นเดิม  จึงเป็นเหตุทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง
    4.  รังสีอัลตราไวโอเลต  จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสัตว์ หรือเกิดโรคมะเร็งขึ้นที่เปลือก ตาและอวัยวะสืบพันธุ์  เช่น  แกะและม้า  ถึงแม้จะมีขนห่อหุ้มร่างกายซึ่งจะช่วยลดอันตรายลงได้ก็ตามแต่ในอวัยวะซึ่งขาดเม็ดสี (melanin) เช่น  เปลือกตาและอวัยวะสืบพันธุ์  ถ้าได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตต่อเนื่องในระยะยาวก็อาจทำให้ตาเปื่อย หรือเกิดโรคมะเร็งที่ตาและอวัยวะสืบพันธุ์ได้
    5.  สำหรับมนุษย์นั้น  ได้ใช้รังสีอัตราไวโอเลตเมื่ออยู่พอควรในการเปลี่ยนสารที่ผิวหนังให้ เป็นวิตามินดีสาม  ซึ่งป้องกันโรคกระดูกอ่อนและฟันผุ  แต่ถ้าได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากไป  เช่น  ผู้ที่อาบแดดเป็นประจำ หรือชาวไร่ชาวนาที่ต้องตากแดดเป็นประจำ  จะทำให้มีผิวกร้านหนาเพราะเซลล์แบ่งแยกตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น  นอกจากนั้นผิวจะมีรอยย่นสีคล้ำหรือจาง  ทำให้ดูแก่เกินวัยและในที่สุดอาจเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง  คนผิวคล้ำเช่นชาวเอเซีย และชาวแอฟริกามีเม็ดสีอยู่ในผิวมากสามารถสะท้อนและดูดซึมรังสีส่วนเกินได้ดีกว่าคนผิวขาว  ดังนั้นจึงเกิดอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตต่อคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ
     สำหรับดวงตาที่รับแสงแดดกล้าเกินไปในระยะยาว  จะเกิดเนื้อติ่งที่หัวตา และเป็นมะเร็งที่เยื่อบุชั้นนอกของนัยน์ตาหรือเป็นต้อกระจกได้

ผลกระทบต่อโลกเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น
     โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme-UNEP)  ได้รายงานเกี่ยวกับปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศดังนี้
  • ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18  มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 270-290  ส่วนในล้านส่วน
  • ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20  มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 345-350 ส่วนในล้านส่วน
  • ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20  คาดว่าปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้วิเคราะห์และคาดว่าในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2537)  อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 1.5-3o ซ.  และจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางดังต่อไปนี้
    1.  ระดับน้ำทะเลอาจจะขึ้นสูงอีก 40-120 เซนติเมตร  ซึ่งจะมีผลต่อพื้นที่ชายทะเล และ กิจกรรมต่าง ๆ  ในบริเวณนั้น  เช่น  การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในป่าชายเลน  การท่องเที่ยว  เป็นต้น  ในระหว่างที่โลกมีวิวัฒนาการ  น้ำทะเลเคยขึ้นลงเกินกว่า 100 เมตรมาแล้ว และในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมาคือ  ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 8-20 เซนติเมตร  เชื่อกันว่าเป็นผลจากที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในบรรยากาศถึงอัตราร้อยละ 20  และการที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นก็เพราะน้ำทะเลขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน และน้ำแข็งในแถบขั้วโลกละลายเป็นน้ำ  การที่น้ำเค็มรุกล้าเข้าสู่แม่น้ำลำคลอง  น้ำใต้ดิน และแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ มากขึ้น  ย่อมมีผลทำให้ระบบนิเวศปรวนแปร และอาจทำให้เกิดความเสียหายได้หลายประการ
    2.  ทำให้ภูมิอากาศเกิดความปรวนแปร  จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า  พายุไซโคลนซึ่งเคย เกิดขึ้น 3.1 ครั้ง  ในคาบ 10 ปี คือ  ตั้งแต่ ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483)  และได้เพิ่มเป็น 15 ครั้งในปี ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523)  ดังนั้นจึงเกรงว่าถ้าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น  จะทำให้ลมมรสุมในคาบสมุทร >เอเซียแปซิฟิกเพิ่มกำลังแรงมากขึ้น และจะพัดเลยขึ้นเหนือไป  ทำให้ฝนไปตกในท้องถิ่นกันดาร และในทางตรงกันข้ามจะทำให้เกิดความแห้งแล้งในที่ที่มีฝนตกชุก  ตลอดจนจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นในบางแห่ง  บางแห่งจะเกิดปัญหาน้ำเซาะดินพังทลายลง และตะกอนซึ่งมากับน้ำขุ่นตามทางน้ำ  ก็จะทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินด้วย
    3.  แหล่งน้ำใช้ในการชลประทานจะผันแปรไปด้วย  จากการคาดคะเนหากว่าอุณหภูมิของ โลกเพิ่ม 1.5-4.50 ซ.  ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7-15 ทั่วโลก  แต่มิได้กระจายไปทุกแห่งอย่างทั่วถึง  ในแหล่งที่มีน้ำมากและที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นนั้น  พืชก็อาจจะเร่งการสังเคราะห์แสงขึ้น  ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำมากขึ้นเป็นเงาตามตัวและจำเป็นต้องมีการจัดสรรน้ำเพื่อการชลประทานเป็นพิเศษกว่าเดิมด้วย
    4.  ต้องพัฒนาและปรับปรุงการเกษตรกรรม  ให้เหมาะสมกับกับการเปลี่ยนแปลงทาง สภาพภูมิอากาศ และน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก  ซึ่งอาจจะต้องแสวงหาพืชพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพของสิ่งแวดล้อม  มีการวางแผนการเพาะปลูกและการจำหน่ายที่มีคุณภาพ  มิฉะนั้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อสภาพสังคม  เศรษฐกิจ และการเมืองในสภาวะปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    5.  แหล่งพลังงานได้รับผลกระทบ  เนื่องจากการแปรปรวนของภูมิอากาศ  เช่น  การเกิดลม มรสุมต่าง ๆ  อย่างรุนแรง  เคยทำให้เรือขุดเจาะน้ำมันคว่ำ  เกิดการเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ตลอดจนขัดขวางการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ  การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ  พลังลม และพลังนิวเคลียร์  ก็อยู่ในข่ายที่จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนทางภูมิอากาศด้วยเช่นกัน

ที่มา : รวบรวมจาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 15 
อ้างอิงจาก : https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi3/en-sakol/sakoln.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น